Main Contents
June 17, 2008
ศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น สายคาดกับความหมายที่ซ้อนอยู่
สายคาดหรือโอบิในภาษาญี่ปุ่นในสมัยนี้น่าจะเป็นที่คุ้นตาของคนทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะชื่อของสายดำ
ในศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นการขึ้นให้ถึงสายดำอาจจะเป็นที่คาดหวังของคนหลาย ๆ คน
บางคนอาจจะบอกว่าสายคาดจริง ๆ แล้วไม่มีความหมายหรือที่คนชอบกล่าวกันอย่างติดตลกว่าเอาไว้กันกางหลุดนั้น
จริง ๆ แล้วสายคาดเองถูกนำมาใช้ด้วยความหมายหลาย ๆ อย่างที่ซ๋อนอยู๋
ในอดีตก่อนที่จะมีการแบ่งลำดับสายนั้น วิชาศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นมักจะมีการให้ประกาศนียบัตรที่แสดงว่า
สำเร็จวิชานั้น ๆ หรือ อาจจะมีการแบ่งขั้นเป็นขั้นต้น ขั้นกลางและสูง บางวิชาการสืบทอดก็เป็นไปแบบปากปล่าว
การใช้การแบ่งระดับด้วยสายคาดถูกนำมาใช้ไม่นานโดย ปรมาจารย์จิโกโร่ คาโน่ ผู้ที่คิดค้นวิชายูโด
ประมาณช่วงปี 1880 โดยมีการใช้เฉพาะสายดำเท่านั้นที่ให้กับผู้ฝึกระดับสูง หลังจากนั้นจึงมีการนำมาใช้ในวิชาอื่น ๆ ต่อมา
การใช้สายสีอื่น ๆ นั้นมีขึ้นมาหลังจากนั้นประมาณยี่สิบปี เพื่อแบ่งระดับของผู้ฝึกย่อยลงไปอีก
ในตอนนั้นวิชาอื่น ๆ นั้นรับการนำสายมาใช้เพื่อแบ่งระดับผู้ฝึกด้วยโดยเฉพาะวิชาที่ยังไม่มีการแบ่งขั้นผู้ฝึก
จนถึงปัจจุบันการแบ่งสายในวิชาการต่อสู้สมัยก่อนส่วนมากในต้นกำเนิดที่ประเทศญี่ปุ่น
ยังนิยมการใช้สายเพียงสองสีคือขาวและดำเท่านั้น
ผู้ฝึกจะฝึกโดยใส่สายขาวไปเรื่อย ๆ โดยได้สายดำโดยมากจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองปีในวิชาทั่ว ๆ ไป
แต่ในต่างประเทศนั้นนิยมใช้สายสีเข้ามาด้วย ซึ่งแต่ละที่ก็มีเหตุผลต่าง ๆ กันไป
ในบางวิชาลำดับสายในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศก็มีลำดับไม่เท่ากันก็มี
(ทำให้ผู้ฝึกจากต่างประเทศบางคนกลายเป็นจุดสนใจเมื่อเดินทางไปฝึกที่ญี่ปุ่นอีกที)
หลายคนยังไม่รู้ว่าการรับสายดำนั้นไม่ใช่หมายถึงการจบการฝึก ในระบบวิชาการต่อสู้ญี่ปุ่นนั้นจะเรียกสายดำว่าระดับ Dan
หากเรียกเป็นภาษาไทยก็มักเรียกอย่างง่าย ๆ ว่า “ดั้ง” ซึ่งมีความหมายว่า ระดับ
จากผู้ฝึกสายสีเมื่อได้รับสายดำขั้นแรกนั้นจะเรียกว่า โชดั้ง หรือ แปลว่าขั้นเริ่มต้น
หลังจากนั้นเมื่อฝึกต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นขั้นที่สองหรือที่สามต่อไป
การได้รับ โชดั้ง หรือขั้นเริ่มต้นนั้นก็มีความหมายตรงตัวว่า”เป็นขั้นเริ่มต้นที่ผ่านพื้นฐานการฝึกทั่วไป”มาแล้ว
ไม่ได้หมายถึงว่า”เก่งแล้ว” หรือ “เรียนจบแล้ว” อย่างที่บางคนคิด ในความหมายจริงเป็นแค่การจบการฝึกพื้นฐานเท่านั้นเอง
การคิดแบบผิด ๆ นี่เองทำให้ผู้ฝึกบางคนที่ไม่เข้าใจตรงนี้ก็เลิกฝึกวิชาไปเมื่อได้สายดำขั้นแรก
ส่วนระดับก่อนสายดำ ลำดับสายมักเรียก Kyuu ภาษาไทยเรียก คิว หรือ กิ้วตามสะดวกปากคนไทยนั่นเอง
ความเข้าใจผิดอีกอย่างที่คนส่วนมากมักไม่รู้ก็คือการได้สายดำนั้นไม่ได้หลายความว่าจะมีสิทธิ์สอนหรือเป็นอาจารย์ได้
วิชาโดยทั่วไปนั้นจะกำหนดระดับขั้นว่าผู้ฝึกที่สามารถสอนคือสายดำขั้นที่เท่าไร เช่น บางวิชาต้องเป็นสายดำขั้นสาม
หรือ สายดำขั้นสี่ขึ้นไปถึงจะมีสิทธิ์สอน ส่วนสายดำที่ไม่ได้ลำดับถึงก็ยังเป็นนักเรียนอยู่นั่นเอง
ความเข้าใจผิดนี้มักเกิดมาจากความไม่รู้ที่รุ่นต่อรุ่นไม่ได้บอกต่อ ๆ กันไปนั่นเอง หรือ
บางครั้งผู้ฝึกเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่าทางสำนักต้นสังกัดมีระเบียบไว้ว่าอย่างไร
สายอีกประเภทที่มีก็คือสายกิติมศักดิ์ ที่ให้เพื่อเป็นเกียรติกับคนนั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องฝึกวิชานั้น ๆ เลยก็มี
ก็เหมือนกับการได้รับปริญญาแบบกิติมศักดิ์นั่นเอง โดยมากผู้ได้รับสายแบบนี้จะไม่เอามาทำการสอนต่อไป
การแบ่งระดับโดยใช้สายมีประโยชน์หลายอย่างที่ซอนอยู่
เริ่มจากการแบ่งระดับผู้ฝึกเพื่อให้จับคู่ฝึกซ้อมได้อย่างเหมาะสม
เพื่อให้ทำการฝึกซ้อมได้อย่างปลอดภัย โดยจะบอกได้ว่าผู้ฝึกคนนั้น ๆ มีความสามารถระดับไหนที่ฝึกอะไรได้
เช่น หากทำการฝึกซ้อมที่เป็นท่าอันตรายผู้ที่ฝึกด้วยก็ควรจะมีพื้นฐานที่พอสมควร หรือ ป้องกันตัวเองได้
การบอกมาตรฐานของผู้ฝึกก็เช่นเดียวกัน การที่ผู้ฝึกจะได้สายใด ๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ฝึกนั้นจะเก่งหรือไม่
แต่จะแสดงถึงความตั้งใจ ความพยายามที่ผ่าน ๆ มาเพื่อให้ได้รับสายนั้น ๆ
ในวิชาส่วนมากการได้รับสายก็จะต้องผ่านการสอบ หรือ การพิจารณาจากผู้สอนซะก่อน
ซึ่งผู้ฝึกที่สามารถผ่านการฝึกและผ่านการสอบนั้นได้ก็จะได้รับสายคาดนั่นเอง
นั่นก็เป็นสาเหตุนึงที่ส่งผลไปถึงการสอนศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่นว่าผู้ที่เป็นจะต้องมีลำดับสายที่ได้รับอนุญาติ
เนื่องจากผู้สอนจะมีความรู้ความสามารถในมาตรฐานที่สามารถสอนต่อไปได้ไม่ได้แต่งวิชาขึ้นเองแล้วแอบอ้าง
ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าหากมีคน ๆ หนึ่งที่เคยเข้าฝึกศิลปะการต่อสู้วิชาหนึ่งมาแค่ไม่กี่ครั้ง
แต่กลับเปิดสอนวิชาการต่อสู้นั้น ๆ ขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น จะเอาความรู้หรืออะไรมาสอนผู้อื่นต่อไป
นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นหากผู้สอนนั้นไม่มีมาตรฐานที่เพียงพอ ซึ่งทางเดียวที่จะพอควบคุมได้ก็คือ
การแบ่งระดับโดยใช้ใบประกาศนียบัตรกับสายคาดนี่เอง
แต่อย่างไรก็ตามสายคาดก็ก่อปัญหาบางอย่างขึ้นในปัจจุบันเนื่องจากคนเรานั่นเอง
อย่างเช่นปัญหาสายปลอมทั้งหลายที่เกิดขั้นในหลาย ๆ วิชา จะพบเห็นได้ในหลาย ๆ ที่
เป็นปัญหาที่ผู้ฝึกที่ไม่มีวุฒิเพียงพอแต่กลับอ้างคนเองเป็นสายดำเพื่อการใด ๆ ก็ตาม
ซึ่งก็แน่นอนว่าน่าเป็นห่วงผู้ฝึกที่เข้าฝึกโดยความไม่รู้จะได้รับอะไรกลับไป
ไม่ใช่เฉพาะความไม่มีมาตรฐาน แต่จะรวมถึงทั้งการยอมรับจากต้นสังกัดด้วย
โดยมากแล้วการที่ได้รับสายปลอมมาจากที่ใด ๆ จะไม่ได้รับการยอมรับ
ปัจจุบันนอกจากสายปลอมยังมีสายอีกประเภทที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี
ในต่างประเทศนั้นสมาคมนั้นตั้งขึ้นมาง่าย ๆ จึงมีคนหัวใสที่จะทำธุรกิจขึ้นมากับการให้สาย
โดยตั้งสมาคมชื่อขึ้นมา(อาจจะไม่จดทะเบียนด้วยซ้ำ) ซึ่งชื่อก็เป็นเกี่ยวกับวิชานั้น ๆ ไป
แล้วก็บอกว่ารับออกใบประกาศนียบัตรให้ถ้าคุณจ่ายเงิน … เหรียญ
ที่เคยเห็นก็มีทั้งใบรับรองสายดำ ใบรับรองโรงฝึก ใบรับรองว่าเป็นอาจารย์ ใบรับรองว่าเป็นเจ้าสำนัก …
ที่ตลกคืออยากได้อะไรก็สามารถสั่งได้เลย ไม่ว่าจะวิชา หรือ ระดับไหน
ที่เคยเห็นฝรั่งทดลองกันตลก ๆ ก็ เช่น สั่งสายดำขั้น 10 ในวิชามวยสากล ทางสมาคมนั้นก็ยังส่งมาให้เรียบร้อย
ซึ่งแน่นอนหากได้ใบประกาศนียบัตรแบบนี้มาก็คงไม่แตกต่างจากเศษกระดาษ
แต่น่าแปลกที่การทำแบบนี้กลับกลายเป็นธุรกิจได้เพราะมีคนสั่งจำนวนมาก
ในบางวิชากับผู้สอนบางคน การให้สายก็ได้กลับกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้ผู้สอนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
คนบางคนนำระบบให้สายมาสร้างรายได้ให้กับตนเองอย่างน่าเกลียดก็มี
บางคนก็ทำใบประกาศปลอมออกมาให้กับผู้ที่สอบขึ้นสายก็ยังพบบ่อย ๆ
จะเห็นได้ว่าสายนั้นสามารถถูกใช้อย่างมีประโยชน์ และมีคุณค่าได้กับผู้ฝึึกโดยทั่วไป
โดยมากแล้วระบบที่ออกแบบไว้แต่แรกมิได้มีปัญหา แต่ปัญหาก็ถูกสร้างโดนคนอีกอยู่ดี
Filed under: บทความ |
Comments (1)
May 22, 2008
อีกรายการที่เป็นกึ่งสารคดีเหมือนกันทางช่อง Discovery กำลังจะมาฉายในโซนบ้านเราแล้ว
รูปแบบรายการคล้าย ๆ Human weapon ครับ คอยติดตามกันแล้วกัน
Filed under: วีดีโอ |
Comments (0)
April 10, 2008
มาใหม่ ๆ เลยครับ
K-1 Max 2008 - Buakaw Por Pramuk vs Albert Kraus
Filed under: วีดีโอ |
Comments (0)
March 14, 2008
อย่างที่พวกเราส่วนมากมักพบกันว่าวิชาศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่มักจะเน้นการต่อสู้
และการแข่งขันมากกว่าการพัฒนาด้านจิตวิญญาณเหมือนในอดีต
วันนี้มาลองรู้จักกับอีกวิชาหนึ่งที่เน้นการพัฒนาร่างกาย จิตใจ และ
จิตวิญญาณดูกันครับ วิชานี้ชื่อว่า ชินไทโด Shintaido (新体道)
ชินไทโด ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง วิถีใหม่ของร่างกาย
ถูกก่อตั้งเมื่อปี 1960 หรือเมื่อสักสี่ห้าสิบปีก่อนนี้ โดย อ.ฮิโรยูกิ อาโอกิ
ซึ่งต้องการสร้างวิชาใหม่ซึ่งต้องการให้เป็นวิชาที่ใช้แนวทางจากสมัยโบราณ
มาแสดงออกในด้านการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อิสรภาพ และ ความเท่าเทียม
มากกว่าที่จะสร้างวิชาเพื่อการต่อสู้แข่งขัน
วิชานี้โดยมีเป้าหมายการฝึกอยู่ที่การเข้าใจตัวเอง การสื่อสารกับผู้อื่น และ การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
โดยทั่วไปจะฝึกโดยเน้นที่การเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ก็จะมีการฝึกด้านสมาธิควบคู่กันไป
และก็มีการฝึกอาวุธอื่น ๆ อย่างกว้าง ๆ มากกว่าที่จะเจาะจงไปที่อาวุธชนิดใด
ใครสนใจรายละเอียดลึก ๆ ลองดูที่เวปไซด์อย่างเป็นทางการที่ http://www.shintaido.com นะครับ
ชินไทโด ในรายการ Mind, body, Kickass
Filed under: บทความ |
Comments (0)
March 12, 2008
บทความนี้ได้รับมาจากคุณบัญชา จากเวปไซด์ www.thaiblades.com เมื่อนานมาแล้ว
เป็นบทความที่ให้ความรู้เรื่องมีดสั้นไทยที่จริง ๆ แล้วน้อยคนนักที่จะรู้ หากเก็บไว้เฉย ๆ ก็คงเสียปล่าว
ขออนุญาติคุณบัญชานำมาลงอีกครั้งหนึ่งครับ
มีดสั้นไทย

มีดทรงกรีกุ้ง สมัยเดิมจะมีทรงเดียวกันแต่คมกลับด้าน

ตระกูลมีดชายธง

มีดสมัยอยุธยา
.
.
การต่อสู้ด้วยมีดสั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิชากระบี่กระบอง มีการรำและการต่อสู้และใช้ในการ
แสดงกระบี่กระบองเช่นเดียวกับอาวุธไทยอื่นๆ
แต่เนื่องจากเป็นอาวุธที่มีอันตรายแม้ในการฝึกซ้อม จึงถูกสอนเป็นอาวุธท้ายๆ
ยากที่ผู้ฝึกกระบี่กระบองทั่วไปจะฝึกไปถึง โดยต้องเลือกจากผู้ชำนาญอาวุธอื่น เช่น ดาบ พลอง
(ต้องฝึกจริงจังอย่างน้อย 2 ปี)มาฝึก การแสดงก็ใช้มีดจริง
จึงทำให้ไม่ได้รับการบรรจุในการแข่งขันกีฬาไทยและหาดูได้ยากมากในการแสดงกระบี่กระบองทั่วไป
ทำให้บางคนเข้าใจว่าการต่อสู้ไทยไม่มีมีดสั้นหรือมีเนื้อหาเล็กน้อยเท่านั้น
ลักษณะการต่อสู้ด้วยมีดสั้นของไทย มี ฟัน ปาด แล่ แทง ปัด เกี่ยว ฉากหลบฯลฯ
ผู้ฝึกต้องมีความชำนาญการเดินสามขุมเป็นอย่างดี
มีดสั้นไทยเน้นแทง การรุกการรับเน้นทำลายจังหวะ 1 -2 เท่านั้น จึงมีลักษณะค่อนข้างดุดัน
เด็ดขาด รวดเร็ว แข็งแรง การจับมีดก็มีเอกลักษณ์ต่างกับชาติอื่นที่เคยเห็น
อย่างไรก็ตาม มีการสำนักต่างๆของไทยมีการเปิดสอนน้อย ด้วยหาผู้สอนยาก
และบางสำนักก็สอนให้เฉพาะผู้ผ่านการคัดเลือกเท่านั้น
ภาพลักษณ์ของผู้ฝึกมีดในไทยแต่เดิมก็ไม่ดีนัก มองว่าเป็นคนก้าวร้าว
บางท่านก็ถึอว่ามีดนั้นอาจก่อปัญหาให้ผู้พกพาเอง หากฝึกมาไม่ดีพอหรือคุมสติไม่ได้
อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีดสั้นเป็นอาวุธที่ใช้ประกอบอาชญากรรมมากที่สุด
ชมรมกระบี่กระบองไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง จึงนำมีดมาใช้ในการฝึกการต่อสู้มากขึ้น
และมีการกำกับ “จรรยานักดาบ” ให้มีการปฎิบัติตนให้เหมาะสม
ทั้งยังได้พัฒนาอาวุธฝึกให้มีความปลอดภัยในการฝึกด้วยเช่นกัน
ชมรมกระบี่กระบอง ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
สอน เสาร์-อาทิตย์ เวลา 16.00-18.00 น. ค่าเรียนฟรี ุดและอุปกรณ์ผู้เรียนควรจัดหามาเองภายหลัง
เนื้อหาการฝึก
- การต่อสู้ด้วยอาวุธไทย ดาบเดี่ยว ดาบคู่ ดาบโล่-ดั้ง-เขน พลอง ง้าว หอก ไม้ศอกสั้น มีดสั้น เน้นการใช้งานจริง
- การแข่งขันฟันดาบไทย ประเภท กระบี่ ดาบสองมือ (ซึ่งบรรจุเป็นกีฬาไทยแล้วมีแข่งในกีฬามหาวิทยาลัย,กีฬาไทยท้องสนามหลวง,กีฬาแห่งชาติ)
- การแข่งขันต่อสู้มีดสั้น(แข่งขันกันเองในสำนักยังไม่เป็นกีฬาแพร่หลาย)
- การต่อสู้ด้วยมือเปล่า เน้นใช้ป้องกันตัวในชีวิตประจำวัน
ผู้ฝึกกระบี่กระบองจากสำนักอื่นมาแล้วอาจเลือกฝึกเฉพาะส่วนการใช้ต่อสู้จริงหรือแข่งขันฟันดาบไทย
เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเล่นกระบี่กระบองมากขึ้น
โครงการนักกีฬาช้างเผือกหลายมหาวิทยาลัย
ผู้ต้องการเพียงซ้อมกีฬาฟันดาบไทยอย่างเดียวมาได้ตั้งแต่ 17.30 น.ถึง 18.30 น. ยินดีต้อนรับทุกท่าน
ติดต่อล่วงหน้า 01-9197967 อ.สุรพล ชยเมธานนท์
Filed under: บทความ |
Comments (0)
March 3, 2008
อย่างที่คาดครับ เห็นโฆษณา Human Weapon ทางช่อง History Channel แล้ว
รอดูกันเร็ว ๆ นี้ครับ

Filed under: วีดีโอ |
Comments (0)
February 11, 2008
อีกส่วนหนึ่งของซีรี่ย์ Mind, body and kick ass moves : Ninjutsu
จากโรงฝึกบูจินกันนี่เอง
Filed under: วีดีโอ |
Comments (0)
January 26, 2008
Human Weapon เป็นรายการหนึ่งในช่อง History ที่คิดว่าคงเอามาออกใน UBC บ้านเราเร็ว ๆ นี้
ดำเนินรายการโดย Jason Chambers นัก MMA และ Bill Duff อดีตนักอเมริกันฟุตบอล และนักมวยปล้ำ
ที่จะเดินทางไปทั่วโลกเพิ่งพบกับศิลปะการต่อสู้หลาย ๆ ชนิด
ในช่วยนี้ใครอยากดูก็ลองดูได้จาก youtube นะครับ
ตัวอย่างโฆษณา
ตัวอย่างตอนมวยไทย มวยโบราณ
ตัวอย่างตอน Krav Maga
Filed under: วีดีโอ |
Comments (0)
January 24, 2008
ฝึกศิลปะป้องกันตัวอะไรดี ? (ตอนที่สอง)
(ตอนที่สองนี้เขียนใหม่ทั้งหมดครับ)
ทีนี้มาถึงเรื่องที่ว่าวิชาไหนดีล่ะ อันนี้แล้วแต่ความคิดแต่ละคนที่จะชอบครับ
บางทีคนหนึ่งอาจจะชอบอย่างหนึ่ง แต่อีกคนชอบอีกอย่างหนึ่งก็ไม่ผิดอะไร
อย่าลืมว่าทั่วโลกมีวิชาการต่อสู้ตั้ง 300 กว่าวิชาคงไม่เหมือนกันหมดทุกคนอยู่แล้ว
แต่พอดีไปเจอบทความอันหนึ่งเข้าที่เขียนเรื่องคล้าย ๆ กันนี่แหละน่าสนใจดี
เอามาเล่าสู่กันฟังแล้วกันครับ เป็นเรื่องการแยกประเภทของวิชาศิลปะการต่อสู้
เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของคนฝึก
เป็น 3 ประเภท คือ Combat sport, Meditative art และ Combat Art
ที่นี้มาดูความแตกต่างของแต่ละอย่างกันดีกว่า
อันดับแรก คอมแบต สปอร์ต
ก็คือวิชาศิลปะการต่อสู้ที่เป็นกีฬาทั้งหลาย มีการแข่งขัน มีผลแพ้ชนะ
มีกฏ กติกา มารยาท หรือเรียกว่ากีฬาสากลที่เราเห็นกันทั่วไปนั่นเอง
แต่ไม่ใช่ว่าพอบอกว่าเป็นกีฬาแล้วจะบอกว่าเป็นวิชาที่ไม่สามารถใช้ได้จริงนะครับใช้งานได้อยู่แล้ว
ในที่นี้เราแบ่งวิชาจากลักษณะวิชาเท่านั้นเอง
ทำไมถึงเลือก combat sport
เขาบอกว่าคอมแบต สปอร์ตเนี่ย การฝึกจะมีทั้งด้านการต่อสู้และการป้องกันตัวครบครัน
และแน่นอนว่าหาที่ฝึกง่าย ราคาก็ไม่แพงเกินไปนัก อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย
โดยเฉพาะคนที่ต้องการฝึกเพื่อสุขภาพ หรือ ลดน้ำหนัก รับรองว่าคุณได้ฝึกจนหอบแฮ่ก ๆ เลยล่ะ
และเนื่องจากการที่หาที่ฝึกง่ายนั่นเองหากคุณย้ายบ้านคุณก็หาที่ฝึกต่อได้โดยง่าย
หรือว่าคุณเกินไม่ชอบคนสอนที่นึงขึ้นมา คุณก็ไปฝึกอีกที่หนึ่งได้อย่างง่ายดาย
ข้อดีอีกอันก็คือสำหรับเด็กนั้นสามารถฝึก คอมแบต สปอร์ต ได้โดยไม่ต้องกังวล
อันดับที่สอง Meditative art
ไม่รู้จะแปลเป็นไทยว่ายังไงดี วิชาที่ใช้สมาธิ?
แต่ก็คือวิชาที่มีการฝึกการใช้กำลังภายใน (คิ หรือ ชี่)นั่นเอง เป็นวิชาอ่อนที่ใช้พลังน้อย
ตัวอย่างก็เช่น ชี่กง ไท่เก้ก
ทำไมถึงเลือกวิชาประเภทนี้
อาจจะรู้กันอยู่แล้วว่าวิชาประเภทนี้ให้ผลทางด้านสุขภาพมาก ๆ
นอกจากช่วยลดความเครียด ยังช่วยให้หลับสบายขึ้น ความจำดีขึ้น
และ ทางด้านการต่อสู้ก็ไม่ธรรมดา
อันดับสุดท้าย combat art
เขานิยามคำลักษณะของวิชากลุ่มนี้ไว้ว่า
หนึ่ง เป็นวิชาที่ไม่สามารถแพ้ได้ (แพ้ก็คือตายไปแล้ว)
สอง ใช้อาวุธได้
สาม ไม่มีกฏ กติกา
สี่ ต่างจากคอมแบต สปอร์ตที่สู้เพื่อตัวเอง แต่วิชาประเภทนี้จะสู้เพื่อคนอื่น
เพื่อประเทศชาติ เพื่อครอบครัว หรือจริง ๆ แล้วก็หมายถึง นักรบนั่นเอง
วิชาประเภทนี้ ไม่กติกา ไม่มีการแข่งขัน เป้าหมายคือการเอาชีวิตรอด
บางครั้งวิชาประเภทนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น คอมแบต สปอร์ต โดยการใส่กฏ กติกาเข้าไป
ทำไมถึงเลือกวิชาประเภทนี้
เป็นวิชาเพื่อการปกป้อง ที่ไม่เลือกกฏ กติกา เช่นในสนามรบ (ทหาร ตำรวจ)
วิชาส่วนมากจะเน้นที่การป้องกันตัว เป็นอันดับแรกเพื่อเอาชีวิตรอดก่อน
โดยมากไม่ได้ช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อ หรือ ลดน้ำหนักอย่างวิชาที่เป็นกีฬา
นั่นก็เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความนั้น ๆ
จริง ๆ แล้วการแบ่งประเภทของศิลปะการต่อสู้ ก็ขึ้นอยู่กับคนแบ่งมากกว่าครับ
ที่เคยเจอการแบ่งอื่น ๆ ก็เช่น (ของญี่ปุ่นนะครับ)
อาจารย์บางท่านจะแบ่งวิชาเป็น Ko Budo และ Gendai Budo
- Ko Budo โคบูโด ศิลปะการต่อสู้โบราณ หมายถึงวิชาสมัยสงคราม
- Gendai Budo เก็นได บูโด ศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่ มีกฏกติกา
หรือ บางท่านแบ่งวิชาเป็น
- ศิลปะการต่อสู้ เน้นที่การต่อสู้
- ศิลปะการป้องกันตัว เน้นที่การป้องกันตัว มากกว่าเข้ากระทำ
ก็คงเป็นแนวทางให้ผู้ที่ยังค้นหาตัวเอง ว่าจะฝึกอะไรดีลองคิดดูนะครับว่าวิชาอะไรที่ตนต้องการ
อย่าลืมว่า…เมื่ออยากแล้วก็ต้องทำ ทุกอย่างสำคัญที่ก้าวแรกไม่ว่าจะวิชาไหนก็ตามอย่ามัวเสียเวลาอยู่
ในแนวทางของศิลปะการต่อสู้แล้วทำได้อย่างเดียวครับก็คือ ฝึก!
Filed under: บทความ |
Comments (0)
January 23, 2008
ฝึกศิลปะป้องกันตัวอะไรดี ? (ตอนที่หนึ่ง)
(บทความนี้เขียนไว้ในเวปเก่าครับ เอามารีเมคใหม่ และ เพิ่มเติมบางส่วนเข้าไปครับ)
“จะเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้จะฝึกอะไรดี” เป็นคำถามที่ได้ยินกันบ่อย ๆ นะครับ
สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการศิลปะการต่อสู้นี้เพราะพอคุณรู้จักเพื่อนใหม่ พอเขารู้ว่าคุณฝึกศิลปการต่อสู้อยู่
ก็จะเข้ามาถามคำถามนี้กันซะมากใช่ไหมครับ แล้วทีนี้จะแนะนำวิชาอะไรให้เขาดีล่ะ?
ผู้ถามมีความสนใจวิชาอะไรอยู่เป็นหลักหรือไม่ อย่างที่ว่าครับบางทีทัศนคติของคนน่ะ
เปลี่ยนกันยาก ถ้าคนเราชอบอะไรแล้วเรื่องที่จะเปลี่ยนไปมันก็ลำบาก เหมือนเวลามีแฟนน่ะครับ
จะเปลี่ยนใหม่สักทีก็ลำบากใจเหลือเกิน… ทีนี้ถ้าคุณไปแนะนำวิชาอื่น ๆ ที่เขาไม่สนใจขึ้นมา
ถึงจะบอกเขาว่ามันดียังไงก็ตาม ก็ยังมีโอกาสที่เขาจะไม่สนใจ อาจจะถาม ๆ ผ่านไปงั้น ๆ แหละ
แล้วดีไม่ดีถ้าคุณไปติวิชาที่เขาสนใจอยู่ ทีนี้เขาอาจจะมีอคติกับคุณไปด้วยน่ะสิครับ
ดังนั้นเพื่อเพิ่มประชากรสังคมผู้ฝึกศิลปการต่อสู้ก็ลองถามเขาดูสักหน่อยว่าเขาชอบอะไรอยู่
ผู้ถามต้องการฝึกไปเพื่ออะไร ชอบศิลปะการต่อสู้ ต้องการป้องกันตัว รึว่าแค่อยากลอง
จะได้แนะนำถูกครับ อย่างถ้าเพื่อนผู้หญิงต้องการเล่นแบบป้องกันตัวเท่านั้น
แต่คุณไปแนะนำให้ไปฝึก NHB คงจะลำบากอยู่
ผู้ต้องการฝึกบางส่วนจะมีข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่อง อายุ, รูปร่าง , เพศ ซึ่งในความ
เป็นจริงแล้วไม่ได้ส่งผลกระทบกับการฝึกมากนัก ดังนั้นควรแนะนำและกล่าวให้เขาเข้าใจครับ
เพราะความกังวลของบางคนน่ะเยอะจนไม่กล้าไปฝึกอะไรเลย
โดยเฉพาะสุภาพสตรีมักมีข้อกังวลเยอะ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ต้องกลัวหรอกครับไปฝึกเลยดีกว่า
คนอื่นเขาฝึกได้เราก็ต้องฝึกได้
เคยมีสุภาพสตรีบางท่านที่สอบถามมาว่ากลัวว่าไปแล้วมีแต่ผู้ชาย อยากเรียนเฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้น
จริงอยู่ว่าบางที่อาจจะมีคอร์สสำหรับผู้หญิงเท่านั้น แต่ลองคิดสักนิดนึงก่อนครับว่าจะดีแน่หรือที่ฝึกแต่กับผู้หญิง
โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการฝึกไปเพื่อป้องกันตัว ในสถานการณ์จริงหากจำเป็นต้องใช้คู่ต่อสู้ของคุณน่าจะเป็นผู้ชายมากกว่า
การฝึกซ้อมกับคู่ซ้อมหลาย ๆ คนจะมีความหลากหลายกว่าทั้งด้านรูปร่าง สรีระ น้ำหนัก ส่วนสูง
ผู้ที่มีคู่ซ้อมจำนวนมาก ๆ ย่อมได้เปรียบกว่า อีกทั้งใช่ว่าจะฝึกด้วยกันไม่ได้เพราะที่เคยเจอมาผู้ฝึกหญิงส่วนมาก
มักจะซ้อมได้เต็มแรงกว่าผู้ชาย(พอตัวเล็กกว่าเลยไม่ค่อยยั้ง)และทำให้หนุ่ม ๆ หลายคนล้มกลิ้งมาแล้ว
สถานที่ที่ฝึกที่ต้องการนี่ไกลเกินไปรึเปล่า สำหรับบางท่านคิดว่าไม่เกี่ยวนะครับข้อนี้
เพราะบางคนนี่ไกลแค่ไหนก็ไปถ้าอยากฝึก บินข้ามประเทศไปฝึกกันก็เยอะ
บ้านเราก็เห็นบางคนนั่งรถไฟถทัวร์มากว่าหกเจ็ดชั่วโมงเพื่อมาฝึกเพียงสองชั่วโมง
แต่สำหรับบางคนนะครับ ขึ้นรถมาไม่ถึงชั่วโมงยังบ่นไกลเลย (บางคนบ้านอยู่ใกล้โรงฝึกมากกว่าคนสอนด้วยซ้ำ)
คนพวกนี้ถ้าไกลมากเกินไปก็อาจจะขี้เกียจไปฝึกขึ้นมาเฉย ๆ
พาผู้ต้องการฝึกเข้าไปดูสถานที่และคุยกับผู้ฝึกสอน เรื่องนี้ผมว่าสำคัญทีเดียวนะครับ
ถ้าอยากฝึกก็น่าจะมีการเตรียมตัวดูสถานที่ ถ้าทำได้ควรจะลองนั่งคุยกับผู้สอนบ้าง
ลองดูว่าแนวการสอนตรงกับสไตล์ของผู้ต้องการฝึกรึเปล่า
อัตราค่าฝึก ค่าสมาชิก ค่าใช่จ่ายอื่น ๆ ผู้ฝึกสามารถยอมรับได้ไหม เพราะถ้าจะเข้าไปในที่ใด ๆ
แล้วก็ต้องทำตามกฎของเขาครับ จะมาบ่นทีหลังคงจะไม่ได้
้เพราะหากเราเข้าไปแล้วก็คือยอมรับกฎของเขาแล้วครับ
จริง ๆ แล้วหากไปบางที่ พอเข้าไปครั้งแรกอาจจะแนะนำให้ลองฝึกเลยมากกว่า
เพราะบางทีการนั่งดูก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ การนั่งดูที่เหมือนง่าย ๆ เนี่ยอาจจะทำยากกว่าที่คิด
บางคนดูไม่รู้เรื่องแถมยังดูการฝึกวอร์มยังไม่จบก็กลับซะแล้ว แบบนี้เสียประโยชน์เปล่า ๆ ครับ
อีกอย่างอย่าไปพึ่งเพื่อน จะพบบ่อยมาที่ผู้ฝึกติดเพื่อน ๆ มาฝึกเพราะเพื่อน ถ้าเพื่อนไม่มาก็จะเลิกฝึก
แบบนี้ฝึกไปจะเสียเวลาเปล่า ๆ นะครับ ส่วนมากที่เห็นจะฝึกกันได้ทน ๆ นี่มาคนเดียวกันทั้งนั้น
ซักยาวแล้ว เดี๋ยวเขียนต่อตอนที่สองแล้วกันครับ
Filed under: บทความ |
Comments (0)